ความจริงพ่อน่าจะตายตายไปตั ้งแต่คืนนั้น…

ราวตีสองในคืนฤดูหนาว ฉันสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเส ียงร้องโหยหวนของผู้หญิง แรกทีเดียวคิดว่าเป็นฝันร้า ยจึงกระโดดผุงจากเตียง พุ่งตัวไปยังห้องนอนของพ่อก ับแม่ มันว่างเปล่า พ่อกับแม่ไม่ได้อยู่ที่นั่น และเสียงโหยไห้รำพึงรำพันยั งคงกระซาบเบาๆ อยู่ภายในบ้าน ความกลัวทำให้หัวใจของฉันออกมาเต้นตุ๊บๆอยู่นอกร่างกาย ฉันเปิดประตูห้องของน้องสาว เครื่องปรับอากาศโปรยไอเย็นไปทั่วห้อง เธอซุกตัวในผ้าห่มหนา คล้ายดักแด้ หลับปุ๋ย ไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่บนเตียง มือไม้สั่นเทาของฉันปิดประตูห้องนอนอย่างเงียบเชียบหากแต่เสียงหัวใจโครมครามและสติหมุนเคว้งคว้าง

ในความมืดมิด สองขาสั่นพร่าอ่อนแรงพาฉันไปยังห้องเก็บของหลังบ้าน สัมปชัญญะของเด็กหญิงอายุเก้าขวบบอกว่าเสียงโหยหวนนั้นเป็นเสียงของแม่ และในความพร่ามัวนั้นฉันเห็นร่างตะคุ่มๆ ของแม่ยืนอยู่กลางห้องกำลังอุ้มและยกส่วนขาของพ่อให้ลอยสูงขึ้น

“ฝน ฮือๆๆ ฝน” เสียงของแม่แหบแห้ง ร่างของแม่กระชากขึ้นลงตามจังหวะของการสะอึกสะอื้น

“เอาเก้าอี้มาลูก เอาเก้าอี้มาหน่อย ฮือๆๆ เร็วๆ ฝนเอาเก้าอี้มา ฮือๆๆ” จากนั้นเสียงของแม่ก็ครางอยู่ในลำคอฟังไม่ได้ศัพท์

ฉันยกเก้าอี้พับที่ล้มเอกขเนกอยู่ที่พื้นมาวางไว้ เงยหน้ามองหน้าของพ่อ รอให้เท้าของพ่อสัมผัสบนเก้าอี้เพื่อพยุงร่างและน้ำหนักแห่งชีวิตเอาไว้ ในขณะที่แม่ยังคงกอดและซบหน้าลงร่ำไห้สะอื้นตัวโยนอยู่กับท่อนขาของพ่อ

ฉันไม่เข้าใจอะไรทั้งสิ้น… เพียงแต่คิดถึงน้องสาวที่นอนหลับราวเจ้าหญิงนิทรา เธออาจกำลังฝันถึงทะเลหรือทุ่งหญ้าเขียวขจี ฉันนั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนตักไหวๆ ของแม่ ภาวนาอย่าให้น้องสาวตัวเล็กตื่นขึ้นมารับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น

ตลอดเวลาเกือบสิบห้าปีที่ผ่านมาฉันคิดเสมอว่า หากฉันไม่ตื่นขึ้นและหากฉันไม่ยกเก้าอี้ตั้งขึ้นเพื่อรองรับน้ำหนักตัวของพ่อ ลำพังแม่คนเดียวคงจะรั้งชีวิตของพ่อเอาไว้ไม่ได้ และภารกิจการฆ่าตัวตายของพ่อคงจะประสบความสำเร็จในคืนนั้น ถ้าเป็นเช่นนั้น วันนี้เราสองคนพ่อลูกคงไม่ต้องมาเผชิญหน้ากัน ในสถานการณ์แบบนี้

แม่สะอึกสะอื้นราวใจจะขาด นั่งกองอยู่ที่พื้นเหมือนกับหลายๆ ครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้เสื้อผ้าหลุดรุ่ย ใครคนหนึ่งกระโดดข้ามรั้วหลังบ้านออกไปก่อนที่พ่อจะยิงปืนใส่ร่างสูงนั้น พ่อเขวี้ยงแก้วกาแฟลงพื้น วางปืนไว้บนโต๊ะ ปรี่เข้าไปบีบคอแม่ เขย่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนเหวี่ยงร่างนั้นไปกระแทกผนังห้องนอน

ฉันมองกาแฟก้นถ้วยที่สาดกระจายเป็นลายดอกไม้ผ่านม่านน้ำตา

“ปัง! ปัง! ปัง!” สามนัดรวด

“ทำไมพ่อไม่ตายตายไปตั้งแต่คืนนั้น ทำไมไม่ตาย” ฉันแผดเสียงตะโกนใส่ร่างของพ่อ

น้ำตาหลั่งไหล ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น หลับตาคิดถึงถุงย่ามสีเขียวอ่อนในวันแรกที่ฉันเข้าโรงเรียนอนุบาล คิดถึงว่าวกระดาษที่ใช้ข้าวสุกติดแทนกาว คิดถึงเสียงตะคอกหยาบคาย คิดถึงถุงกับข้าวและกระปุกเกลือที่ถูกเหวี่ยงลงกลางบ้าน คิดถึงแม่ที่เอาหัวจุ่มลงไปในโอ่งน้ำตอนที่พ่อกำลังจะจุดไฟเผากองเสื้อผ้า คิดถึงมะม่วงฟ้าลั่นต้นหลังบ้าน คิดถึงเศษแก้วที่กระจัดกระจายที่พื้น คิดถึงรอบคอแดงเถือกด้วยรอยเชือก คิดถึงตุ๊กตากระดาษและโมเดลบ้านของแถมจากขนม คิดถึงกับข้าวบนโต๊ะที่แยกเป็นสองฝั่ง คิดถึงผมของแม่ที่ถูกกล้อนจนแหว่งวิ่น คิดถึงผีผู้หญิงที่นั่งร้องไห้อยู่บนเก้าอี้พับในห้องเก็บของในบ้านหลังเก่า ฯลฯ และสุดท้ายคิดถึงนิทานปรัมปราที่พ่อเคยเล่าให้ฟังก่อนนอน…