ตอนที่ฉันถามแม่ว่า พ่อฉันอยู่ที่ไหน แม่หัวเราะแล้วชี้ไปที่ต้นไทรใหญ่นอกหน้าต่าง

ต้นไทรใหญ่ น่าจะใหญ่ที่สุดในโลก เปล่าหรอกฉันไม่เคยเห็นต้นไทรต้นไหนใดอื่น แต่ต้นไทรขนาดสิบสองคนโอบไม่น่าจะมีที่ไหนอีกในโลก ต้นไทรใหญ่ที่มองเห็นได้จากทุกมุมของหมู่บ้าน สูงท่วมฟ้า เราไม่เคยมองยอดมันถึง เพราะถ้าหากเป็นวันฟ้าแจ้ง เมื่อมองสูงไปหายอด แสงอาทิตย์ก็จะแทงแยงตาเราจนกระพริบยิบหยี หรือถ้าเป็นวันฟ้าหม่น เมฆหมอกก็จะห่มคลุมยอดไทรใหญ่ไว้จากสายตาเรา

เด็กๆอย่างพวกฉันอาศัยต้นไทรใหญ่ที่ลานเล่น เงาของไทรแผ่กว้างเป็นลานร่อมๆ ให้เด็กเกินห้าสิบคนทั้งหมู่บ้านสามารถตั้งวงเล่นกันได้แบบว่างๆสบายๆ แสงแดดลอดผ่านตามช่องใบมาเป็นลำน้อยๆ พอเพียงให้สว่างเห็นหน้าเห็นตากัน ใต้ร่มไทรนั้นเย็นสบายตลอดวันตลอดปี ในอีกด้านหนึ่งของร่มไทร เป็นตลาดเล็กๆของคนในหมู่บ้านได้จับจ่ายซื้อของกันตั้งแต่รุ่งเช้าจนคล้อยบ่าย ถัดจากนั้นก็เป็นลานพักผ่อนของแม่บ้านที่ว่างจากการหุงหาอาหารและเลี้ยงลูก อาจกล่าวได้ว่าไทรใหญ่นั้นเป็นศูนย์รวมทุกอย่างของหมู่บ้านเราจริงๆ

อย่างไรก็ตาม ฉันยังคงไม่ละความสงสัย เพียรถามแม่ต่อมาว่า ถามจริงเถิดพ่อฉันเป็นใคร คราวนี้หลังจากคำตอบด้วยวิธีชี้ไทรใหญ่ใช้ไม่ได้ผล แม่ก็น้ำตาไหล ถามฉันว่าถามทำไม ฉันตอบว่า ฉันแค่อยากรู้ แม่ถามกลับว่า แล้วเพื่อนๆฉันมีใครมีพ่อให้เห็นหัวเป็นตัวตนบ้างไหม

ฉันนิ่งอึ้งและนึกถึงข้อเท็จจริงนี้ได้ นั่นน่ะสิ ทำไมทุกคนในรุ่นราวคราวเดียวกับฉันถึงไม่มีพ่อ แต่ทำไมนะ ตอนนั้นฉันไม่สงสัยเลยไกลไปกว่านั้น

ความจริงของเรื่องมาปรากฎกับฉันในอีกสี่ปีหลังจากนั้น หลังจากที่ฉันเริ่มมีถันมีนม เกิดขนปุกปรกเรื้อรกง่ามขา มีโลหิตไหลมาประจำตามนัดในทุกยี่สิบแปดวัน ตอนนั้นฉันเพิ่งกลับจากโรงเรียนหลังห้องสมุดปิดเมื่อตอนเย็น หลังเวลาที่แม่บ้านหลายคนกลับไปหุงหาอาหาร ตอนที่เด็กเด็กถูกแม่ลากตามกลับไปหมด ฝนตกลงมาโดยไม่ทันรู้ตัวหลังกลิ่นชื้นไอมาทักทายไม่นาน ฉันเดิมเข้าหาร่มไทร ตอนนั้นเริ่มมืด ฉันเดินอย่างระมัดระวังมิให้สะดุดล้มเพราะรากที่โปนงอพ้นพื้นดินนั้น ทันใดนั้น ฉันก็ได้ยินเสียงคล้ายคนร้องไห้ อยู่ทางมุมมืด จุดที่รากไทรจากพื้นปูดโปนงอโค้งออกมารกรื้อที่สุด ประกอบกับรากอากาศทิ้งม่านลงมาหนาตาที่สุด ในตรงนั้นเองที่เสียงร้องไห้ดังขึ้นมา

ฉันเห็นแพร เพื่อนนักเรียนรุ่นเดียวกับฉัน นั่งยองๆ หันหลังให้ ผ้าถุงและกางเกงในของเธอหลุดลงกรอมเท้า เผยให้เห็นพูก้นขาวเนียน ในตอนแรก ฉันคิดว่าเธอหลบพักเข้ามาถ่ายทุกข์เบา แต่ทำไมเธอจึงส่งเสียงเยี่ยงนั้น ฉันฟังดูดีๆ เสียงของแพรไม่ใช่เสียงร้องไห้ แต่มันเป็นเสียงครวญครางปนเจ็บปวดสุขสม ฉันเห็นแพรเคลื่อนกายขึ้นลงเหมือนกระโดดกบแต่ไม่พ้นรากไม้ หากไม่ช้าเธอก็ร้องเต็มเสียง ก่อนจะล้มตัวลงนอนคว่ำหอบหายใจ

ในตรงแพรเคยนั่งทำท่าประหลาด ฉันมองเห็นรากไทรที่โผล่พ้นพื้นดิน ลำอวบหนาเท่าผลกล้วยหอม โผล่ชำแรกพื้นดินขึ้นมาเกือบสองคืบ ที่ปลายของมันกลมมนเกือบเท่าผลมะนาว เมือกคาวเปียกเยิ้มตลอดรากนั้น ฉันหันหลังให้ภาพนั้นก่อนถอยออกมา วิ่งกลับบ้านทั้งที่ฝนยังไม่ซาเม็ด

หลังจากนั้นแพรก็ตั้งครรภ์ และคลอดทารกหญิงน่ารักคนหนึ่งออกมา

ในตอนนั้นเองที่ฉันเริ่มเข้าใจว่า ทำไมหมู่บ้านเราถึงไม่มีผู้ชายอาศัยอยู่ประจำ ผู้ชายที่เห็นล้วนมาจากที่อื่น มาค้าขาย มาสอนหนังสือ ตกเย็นพวกเขาก็กลับบ้านไปหมู่บ้านอื่น ทำไมเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับฉันถึงมีแต่เด็กผู้หญิง และทำไมไม่มีใครแปลกใจสงสัยว่า พ่อของลูกสาวแพรเป็นใคร ทุกคนยินดีและยอมรับการกำเนิดของทาริกาคนใหม่ของหมู่บ้านอย่างง่ายดาย

ฉันเข้าใจคำตอบของแม่ และคงเป็นคำตอบเดียวกัน หากทาริกาน้อยที่เริ่มพูดได้เกิดความสงสัยใคร่ถามคำถามเช่นนั้นต่อแพร

หลังจากนั้น ฉันมองเห็นต้นไทรใหญ่ไม่เหมือนเดิม แม้กระทั่งในห้องนอนของฉันที่หน้าต่างด้านหนึ่งหันไปทางไทรใหญ่ ฉันต้องปิดไว้ แม้มันจะเป็นทางเดียวที่ลมเข้ามาในฤดูร้อน ฉันไม่เดินผ่านไทรใหญ่ถ้าไม่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในตอนรุ่งเช้าที่ตะวันยังไม่เต็มดวง และพลบค่ำที่แสงวันเริ่มโรย

ทว่าในคืนหนึ่ง ฉันก็ตื่นขึ้นมากลางดึก เมื่อพบว่าร่างกายถูกกระหวัดด้วยอะไรบางอย่าง ฉันลืมตาขึ้นมากลางดึก เป็นแม่ของฉันนั้นเองที่เข้ามากอดฉันไว้ ฉันยังไม่ทันถามว่าแม่เข้ามาทำไม หล่อนก็เลิกกระโปรงชุดนอนฉันขึ้นถึงเอว ท่อนล่างฉันเปลือยเปล่า ฉันมองไปที่หน้าต่างที่ปลายเท้า เห็นไทรใหญ่กลางแสงจันทร์ รุ้ได้ทันทีว่า แม่เป็นผู้เข้ามาเปิดหน้าต่าง

สิ่งใดสิ่งหนึ่งลากเลื้อยเข้ามาผ่านหน้าต่างนั้น ฉันตกใจเพียงวินาทีแต่ก็เข้าใจทุกอย่างกระจ่างชัด เมื่อสายตาและสติจับภาพได้ รากไทรนั้นเอง รากไทรที่มีหัวกลมมนเหมือนลูกมะนาว

ฉันชันขาขึ้นราวกับรู้หน้าที่ แม่กอดฉันหลวมๆ ลูบศรีษะของฉันไปด้วย ฉันนึกถึงตอนที่เป็นเด็กไม่รู้ประสาอีกครั้ง แม่มักกอดฉันและลูบศีรษะให้เช่นนี้เสมอในวันฝนฟ้าคะนอง และเมื่อรากไทรนั้นชำแรกเข้าในหลืบลับ น้ำตาของฉันไหลออกมาด้วยความเจ็บปวด คำถามในวัยเด็กของฉันวิ่งผ่านโสตสมมติไปมา โดยที่คำตอบของคำถามนั้นขับเคลื่อนเข้าออกอยู่เบื้องล่าง

เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันเก็บข้าวของอย่างเงียบงัน หอมแก้มแม่ที่กำลังลุกขึ้นต้มข้าวต้มเป็นอาหารเช้า เดินไปขึ้นที่ท่ารถสองแถวเพื่อรอรถเที่ยวแรกที่เดินทางไปยังอำเภออื่น

ในขณะที่รถแล่นเคลื่อนพ้นหมู่บ้าน ฉันก็รู้สึกได้ว่า ในช่องท้องคล้ายมีผีเสื้อสองตัววนเวียน ฉันรู้ในทันทีว่าฉันได้ลูกแฝด ฉันลูบท้องน้อยที่กำลังจะเต่งขยายขึ้นในอีกสามเดือนจากนี้ พลางภาวนาขอให้อย่างน้อยหนึ่งในสองนั้นเป็นเด็กชาย