ผมทะเลาะกับพ่อครั้งแรกตอนอายุสิบสองปี-วัยที่ฟันน้ำนมขึ้นแทนฟันแท้แล้วทุกซี่- นั่นเป็นครั้งแรกที่พ่อตีผม สิบห้าครั้งไม่ขาดไม่เกิน พ่อตีผมด้วยหางกระเบนที่ปู่ใช้ตีพ่อตอนเด็กๆ พ่อตีผมที่ขาซ้าย ขาซ้ายที่ในอีกหลายปีต่อมาผมจะสูญเสียมันไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์

ตั้งแต่นั้นมาพ่อก็ไม่เคยตีผมอีก เราไม่เคยมีปากเสียงกันอีก ถ้าพูดให้ถูกก็คือเราแทบไม่พูดคุยกันอีกเลย โลกของผมกับพ่อแยกขาดออกจากกันนับแต่วันนั้น เราสองคนอยู่ด้วยกันในขณะที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน เรื่องราวเป็นไปเช่นนั้นกระทั่งผมเรียนจบและออกไปมีชีวิตของตนเอง, “กูอยู่ของกูได้” พ่อบอกผมเมื่อผมชวนให้มาอยู่ด้วยกันที่บ้านพักแพทย์ในโรงพยาบาลที่ผมทำงานอยู่

ผมกำลังผ่าตัดไส้ติ่งอยู่ตอนที่พยาบาลมากระซิบว่ามีโทรศัพท์แจ้งว่าพ่อของผมตายเสียแล้ว

“คราวหน้าคราวหลังอย่ามาแจ้งข่าวแบบนี้ตอนที่หมออยู่ในโออาร์นะ มันอาจทำให้หมอขาดสมาธิในการผ่าตัดได้” ผมบอกพยาบาลคนนั้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆแล้วผ่าตัดต่อไปด้วยอาการสงบ

“หมอเป็นอะไรไหมคะ” พยาบาลผู้ช่วยผ่าตัดของผมถามดวยความเป็นห่วง

“มีสมาธิหน่อยคุณนิด” ผมตอบอย่างรำคาญ

การจัดการเรื่องงานศพไม่ยากเย็นนัก ชาวบ้านมาช่วยงานมากจนผมประหลาดใจ ไหนจะผู้ใหญ่บ้านที่ช่วยเป็นธุระจัดการทุกอย่างให้นั่นอีก “หมอไม่ต้องทำอะไรหรอก พ่อตายทั้งคนไม่มีใครมักะจิตกะใจจะทำอะไรหรอก ลุงเข้าใจ” ลุงผู้ใหญ่บอก เรื่องหนึ่งที่ผมเพิ่งรู้เมื่อตอนพ่อตายไปแล้วก็คือความจริงที่ว่าสมัยหนุ่มๆพ่อผมเป็นคนน่าคบหาพ่อสมควร ชายหนุ่มผู้ร่ำรวยอัธยาศัย ขยันขันแข็ง เป็นที่รักของคนทั้งหมู่บ้าน, ช่างต่างจากพ่อที่ผมรู้จักเหลือเกิน พ่อที่เงียบเชียบเงียบงันคนนั้น

หลังงานศพพ่อผมขายบ้านที่ผมเกิดและเติบโตมาทิ้งไป ไม่มีอะไรให้ต้องลาลัยอาวรณ์ ผมนำเงินที่ได้จากการขายบ้านมาซื้อคอนโดเล็กๆใกล้โรงพยาบาลที่ผมทำงานอยู่ จังหวะชีวิตของผมยังคงเหมือนเดิมไม่ว่าจะมีพ่อหรือไม่มีพ่ออยู่บนโลกนี้ก็ตาม นานเข้าผมก็แทบจะลืมไปด้วยซ้ำว่าพ่อของผมหน้าตาเป็นอย่างไร มีน้ำเสียงแบบไหน ผมเคยเห็นพ่อยิ้มหรือเปล่า… มีแต่ความเจ็บแปลบที่ขาซ้ายที่นานๆทีมันก็รู้สึกขึ้นมาเท่านั้นที่เป็นเครื่องยืนยันว่าพ่อเคยมีชีวิตอยู่ ….