เดือนเมษายน ปี 2535

เด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งซึ่งหลับใหลอย่างอ่อนล้าบนโซฟา พัดลมหมุนเอื่อยอิ่งไม่แยแสต่อใคลของอ้าวอากาศ เม็ดเหงืื่อผุดขึ้นที่ไรขนเหนือริมฝีบางแดงและบาง เสื้อที่ถูกเลิกขึ้นเปิดเผยถ้อยคำหยาบคายใต้รูปวาดสับปะดน ปากกาเคมีสีแดงตกอยู่บนพื้นใกล้ๆตัว

ในห้องซ้อมดนตรีไม่มีผู้ใดอยู่  เว้นแต่เพียงกลิ่นสาบเหงื่อและฮอร์โมนอย่างที่กลุ่มเด็กหนุ่มจะหลงเหลือทิ้งไว้  สายไฟซึ่งกองตัวอยู่ค่อยๆพันตัวเองอย่างสับสน,เสียงกลองชุดส่งเสียงขึ้นเบาๆ  ราวกับสำนึกรู้ว่ากำลังมีผู้สังเกต,

จากภายนอก ห้องซ้อมดนตรีถูกทาด้วยสีเหลือง ตึกเก่าแก่จากยุคเจ็ดศูนย์ไม่ต่างจากตึกอื่นๆ ที่อยู่ติดกัน-คร่ำคร่าและถูกปิดตาย-ที่ยังเปิดใช้งานอยู่คืออู่ซ่อมรถยนต์ นายช่างสูงวัย เจ้าของรถสูงวัย กับรถซึ่งก็มากอายุอานามเสมอกันจอดเรียงรายอยู่ด้านหน้า เก่าแก่พอๆกับคราบน้ำมันที่เช็ดถูไม่ออกชั่วกาล

ฉ 8988—รถคันนี้จอดอยู่ใกล้ห้องซ้อมดนตรีมากที่สุด-คันเดียวที่มีผืนผ้าใบปกคลุม รูปทรงที่ปรากฏต่อผืนผ้าใบนั้นแลดูขรึมขลัง  หมายเลขทะเบียนโผล่ออกมาให้เห็นจากด้านล่าง

ความทรงจำยังคงวนเวียนอยู่บนดาดฟ้า ซึ่งพวกเด็กหนุ่มเคยขนย้ายอุปกรณ์ในห้องซ้อมขึ้นไป—-ดาดฟ้าซึ่งเผยให้เห็นสะพานและเลยไปเป็นแม่น้ำ,ย้อนไปอีกกี่ร้อยปีซึ่งแม่น้ำยังคงเยาว์ ผู้ไพร่ค่อยๆ มาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือน หักร้างถางอนารยะ ลบเหลือแต่สิ่งซึ่งชอบ พร้อมๆกับผู้คนซึ่งต่างล้มตายตกไป และเด็กๆก็เกิดใหม่และเติบโตขึ้นพร้อมกับสร้างบ้านแปงเมือง จากยุคแห่งดงจรเข้   งูเหลือมโบราณทอดลำตัวยาวตลอดลำคลอง

เรื่องเล่าปะรำปะราและเสือและกวางพลัดหลงงุนงงต่อชุมชนริมน้ำ มาถึงยุคเรือขุด ทุ่งเลี้ยงสัตว์ กระทั่งมีรั้วมีวัง เทพดาอวตารในคราบมนุษย์ อาศัยอยู่ในปราสาทไม่ห่างไกล สิ้นแล้วก็กลับกลายเป็นวิญญาณหลอกหลอนอยู่ในคุ้งในแควมิหลับใหล มิได้เคยหวั่นเกรงต่อยุคสมัย-ไม่เหมือนนางตะเคียนซึ่งพังพาบลงต่อใบเลื่อยยนต์ซึ่งลงอาคมแห่งการค้าโลก,พุทธศักราชสองพันห้าร้อยห้า,หนังกางแปลงเรื่องแรกเข้ามาฉายในหมู่บ้าน-ในดงกล้วยซึ่งลมค่ำเย็นรื่น มาพร้อมกับรถของไทย-บอร์เนียว,นำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มชื่อโอวันติน…

บนชั้นดาดฟ้า เหล่าเด็กหนุ่มเล่นเพลงของพวกเขาซึ่งต่อไปอีกหลายปีก็ไม่มีโอกาสได้ฟังไปนอกตึกแห่งนั้น,เว้นก็แต่เป็นทำนองคุ้นคุ้นอยู่ในใจ-เสียงซึ่งตัวพวกเขาคนในคนหนึ่งหรืออาจจะเป็นทั้งหมดจะได้ยินมันเมื่อเห็นเสื้อนักเรียนสีขาว-แต่ในเวลาเช่นนั้นพวกเขาก็ยังไม่ได้ตระหนัก ได้แต่หวังว่าบนเทีประกวดคราวเดือนพฤษภาคม พวกเขาจะได้เล่นเพลงและนำไปเสนอต่อค่ายเพลงบางค่ายที่ซึ่งนักร้องที่พวกเขาชื่นชอบได้สังกัดอยู่  เด็กหนุ่มซึ่งมีรอยแผลเป็นที่คิ้วซ้ายเล่นเบส  คนที่ชอบถอดเสื้อตีกลองชุด เจ้าของกีตาร์คือเด็กหนุ่มซึ่งมักกระพริบตาข้างซ้ายอยู่เสมอ,เป็นกวางหรอกที่พลัดหลงเข้ามาในหมู่บ้าน ส่วนเสือร้ายนั้นมันตั้งใจตามมาสุดท้ายก็หลงมาตามกัน,ทั้งสองมีเรื่องชกต่อย กอดรัดฟัดเหวี่ยงล้มลงไปกองบนกระโปรงหน้ารถคันนั้น วินาทีที่ทั้งสองต่างใกล้ชิดกันมากที่สุด เนื้อตัวชุ่มเหงื่อบดเบียด หมัดต่อหมัด เลือดแดงตก ปากแตกและตาช้ำ จนหนำใจแล้วเจ้าคนมือกีตาร์ก็เข้ามาห้ามปราม-เหมือนเช่นทุกคราวครั้ง คู่กรณีแยกห่างออก,ใจหนึ่งก็ยังเสียดายมิอยากพรากออกนั่นหรอก  เด็กหนุ่มมือเบสผู้ซึ่งบัดนี้ตาปิดไปข้างหนึ่งด้วยความปรีดาต่อความเจ็บปวด-ต่อความกระหายอยากเป็นสิ่งอื่น-วินาทีซึ่งเขาดูเหมือนจะหลอมรวมเป็นเนื้อเป็นร่างกับอีกคนหนึ่งได้มองไปถึงอนาคตอีกหลายปีต่อมา อนาคตซึ่งเขาจะหวนกลับมาย้อนดูเหตุการณ์นี้อย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในนั้น,เขาเห็นเด็กหนุ่มมือกีตาร์ เด็กหนุ่มคนนี้เท่านั้นเป็นคนเดียวที่ยังเล่นดนตรีต่อไป  เข้าสังกัดในค่ายเพลงเล็กๆ จนได้เล่นกีตาร์แบคอัพให้กับวงดนตรียอดนิยมของหมู่วัยรุ่น ทุกคนล้วนหน้าตาดีดุจเทพแต่ไม่มีความรู้เรื่องอะไรที่เกี่ยวข้องกับศิลปะเลยแม้เพียงน้อย นอกจากเสียงที่งั้นๆ แต่ยิ้มหล่อร้ายกาจแต่ไม่กี่ปีหรอก วงนั้นก็พังครืนสูญหายไปกับสิ่งที่ทำนายเอาแน่เอานอนไม่ได้ของความแปรแปลง แต่เด็กหนุ่มมือกีตาร์ก็กลับมาอีกครั้งในสังกัดใหม่ กลับมาอีกครั้งอย่างภาคภูมิ จากผู้ซึ่งไร้ตัวตน เขากลายเป็นคนใหม่ในวงดนตรีที่ผู้คนกลุ่มใหม่ชื่นชม  จากผู้ที่ล้มไปแล้วและลุกคืนกลับขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่  คราวนี้เขาเรียกเสียงกรีดร้องและเสียงปรบมือดังจนไหวแผ่นดิน จากมือกีตาร์ด้านหลังเวทีมายืนอยู่ในแสงซึ่งสว่างที่สุดในกาลอวกาศแห่งชีวิต เขาซึ่งรู้ดีว่าทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นจากการความสามารถของฝ่ายสร้างสรรค์ไม่ได้ครึ่งของฝ่ายการตลาดและใครอื่นอีกมากมายซึ่งเข้ามาตักตวงผลประโยชน์ต่างตอบแทน,แต่ใครสนใจ,เหงื่อนั้นจะรสเค็มหรือหวานก็ไม่มีความหมายอื่นนอกจากการนิมิตภาพ  เมื่อเลือดสีแดงหยดไหลลงพื้น นิมิตวินาทีนั้นจะแตกสลายไปตามกัน,เขายังคงนอนนิ่งอยู่บนกระโปรงรถ มือซึ่งก่อนนั้นส่งหมัดลุ่นมาให้ก็ยื่นเข้ามาให้จับพยุง  ทั้งสามแลกเปลี่ยนเสียงหัวเราะอย่างที่เราจะได้เห็นในหนังอันสาธารณ์แต่ก็กลับเรียกน้ำตาของเรา,กวางตัวนั้นพลัดหลงเข้ามาในหมู่บ้าน นาทีที่มันตะหนกตกใจต่อมนุษย์ซึ่งมันเพิ่งได้พบเห็นเป็นครั้งแรก มันกลับยืนแน่นิ่ง

เสือตัวนั้นก็ยืนแน่นิ่ง แต่ด้วยความกลัวหาใช่ความไม่รู้เหมือนกวางตัวนั้นไม่ เสือตัวนั้นค่อยล่าถอยออกไปเองในที่สุด อย่างความอาจอง ด้วยท่าทีอันทรนงอาจองซึ่งมีความกลัวเป็นปฐมธาต

หนังเรื่องเบน เฮอร์ถูกฉายเป็นครั้งแรกที่นั่นแต่ฟิลม์ม้วนนั้นถูกฉายมานับครั้งไม่ถ้วนตามหมู่บ้านต่างๆ,ชายหนุ่มผู้ซึ่งขับรถหกล้อคันแรกเขามาในหมู่บ้าน ในเบาะมีปืนพกเล็กๆเพื่อป้องกันให้กับความกลัวของความกลัวต่อโจรป่า,เด็กๆ ได้ลิ้มรถโอวันตินเป็นครั้งแรกในชีวิต รสของมันคล้ายชากึ่งหนึ่งคล้ายกาแฟกึ่งหนึ่งแต่ก็แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง,คำอธิบายของใครกันนะแต่ผู้คนก็ล้อมวงกันเข้ามาลองชิม,หลายปีต่อมาเขาก็ล่องรถไปมาในหมู่บ้านแถวภาคเหนือทุกจังหวัด จนเมื่อสิ้นยุคหนังกางแปลงขายของหมดลงนั่นแหละ….

เดือนเมษายน 2553

ชายหนุ่มคนขับคนนัั้นยังคงขับรถต่อๆมาจนแม้ไม่ได้ขับรถให้บริษัทไทย-บอร์เนียวนั้นแล้ว,จนเลยวัยครึ่งชีวิตมาโข เขาขับรถให้กับโรงเรียนเซนต์ การ์เบรียลและต่อมาก็เป็นคนขับรถแทกซี,รถของเขาติดอยู่บนสี่แยกก่อนข้ามสะพาน ย่านซึ่งมีแต่อู่ซ่อมรถเก่าแก่ เขามักผ่่านเส้นทางสายนี้เมื่อต้องขับรถไปส่งกะ สิ่งที่พอจะเป็นความเจริญใจของเขาก็คือการจ้องไปยังรถเก่าแก่เหล่านั้น รถซึ่งในอดีตคนในฐานะเดียวกันเขาไม่มีวันได้ขับ แต่เขาได้ขับมาแล้วทุกคันทุกยี่ห้อ การจราจรค่อยๆอนุญาตให้รถเคลื่อนตัวไปด้วยความช้าเชื่องและหยุดลงในวินาทีใดวินาทีหนึ่งอันแสนเชื่องช้านั้น เขาเห็นผู้คนมองไปยังรถคันหนึ่งซึ่งค่อยๆ เคลื่อนผ่านสี่แยกอีกด้านหนึ่งไปอย่างช้าๆ รถของวงดนตรีซุปเปอร์สตาร์,สี่แยกค่อยๆกลับคืนเป็นป่า แม่น้ำตรงหน้าเบี่ยงสายไปเล็กน้อยเท่านั้น กวางตัวหนึ่งและเสือตัวหนึ่ง ผู้ใดจะหยุดยืนตรงนั้นด้วยความกลัวหรือเพราะความไม่รู้,ห้องซ้อมดนตรีนั้นได้ถูกปิดตายลงแล้วเหมือนอาคารอื่นๆที่อยู่ในอาณาบริเวณใกล้เคียง,เขาได้กลิ่นอันแสนคุ้นเคยมาแต่ไกล-รอยจูบแรกซึ่งบรรจุเวลาอันฟ่องฝันทั้งมวล.