ผมนำกะโหลกของพ่อติดตัวมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ลูกสักคนจะนำกะโหลกของพ่อติดตัว ลูกบางคนอาจพกฟันหรือเศศษกระดูกสักชิ้นของบุพการีเพื่อความอุ่นใจ เพื่อความรู้สึกว่าผู้ให้กำเนิดตนเองนั้นยังคงอยู่ใกล้ๆแม้ว่าท่านเหล่านั้นจะลาลับโลกไปแล้ว แต่สำหรับผม การพกสิ่งของเหล่านั้นเป็นเพียงการแสดงความนึกถึง หาใช่การหยิบยืมพลังงานไม่ วันที่พ่อตายนั้นเป็นวันแรกที่ผมรู้สึกตัวว่าสมองของตัวเองนั้นช่างกลวงเปล่า มันเป็นความรู้สึกตัวในทันควันว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาบนโลกนั้น ผมไม่เคยมีความคิดเห็นใดๆเป็นของตัวเองเลย ความคิดแทบทุกอย่างผมหยิบยืมมาจากพ่อทั้งสิ้น ผมอาจมี หู ตา ปาก หรือองคาพยพอื่นไว้สื่อสารกับโลก แต่ความคิดเห็นทั้งปวงของผมนั้นมาจากพ่อ มันเป็นอาการดื่มด่ำขั้นสูงสุดที่ผมมีต่อพ่อ ที่ผมเชื่อว่าคนทั้งหลายในโลกนี้ไม่อาจจะมีวันเข้าใจได้ ความตายของพ่อเป็นการชำระล้างโลกของความคิดผมจนหมดจดราวกับการปัดเมฆทุกก้อนออกจากท้องฟ้า ราวกับการปัดฟองคลื่นทุกฟองออกจากท้องทะเล ผมกลายเป็นคนที่ไร้ความคิด ไร้จิตวิญญาณ ตลอดงานศพของพ่อ ผมนั่งอยู่นิ่งๆราวกับว่าผมเป็นคนตายอีกคนในศาลาแห่งนั้นนอกจากพ่อ ผมไม่รู้ว่าจะมีชีวิต ดำรงชีวิตหรือสืบต่อชีวิตไปอย่างไรดีในโลกนี้ และผมคงมืดมนเช่นนั้นตลอดกาลหากสัปเหร่อจะไม่ถามผมขึ้นว่าพรุ่งนี้หลังไฟในเชิงตะกอนดับหมดแล้ว ผมอยากได้กระดูกชิ้นส่วนใดของพ่อบ้าง กะโหลก ผมตอบไปอย่างเลื่อนลอยราวกับสัญชาตญาณ ผมต้องการกะโหลกทั้งใบของพ่อ

การเก็บเศษกระดูกของบุพการีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่การเก็บกะโหลกทั้งใบเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้หากสัปเหร่อผู้นั้นไม่ได้ร่วมมือกับผม เขานั่งราไฟในการเผาอยู่ตลอดคืนเพื่อให้ส่วนที่เป็นกะโหลกไม่เสียหาย ก่อนจะนำมาทำความสะอาดลอกเศษเนื้อที่ติดอยู่ด้วยโซดาไฟและน้ำมะพร้าวอ่อนอีกครั้ง ผมจ่ายเงินส่วนหนึ่งที่ได้จากการขายบ้านให้กับเขา ใส่กะโหลกของพ่อลงในเป้สะพายหลังและออกเดินทางจากถิ่นที่อยู่เดิมนั้นมา การดูแลกะโหลกหนึ่งอันนั้นไม่ใช่เรื่องยากแค่น้ำสบู่อ่อนก็เพียงพอแล้วสำหรับการทำความสะอาด แต่การอยู่ร่วมกับมันต่างหากคือเรื่องยากยิ่ง ทุกครั้งที่ผมเข้าร้านอาหารหรือร้านกาแฟเพื่อสั่งของใส่ท้อง และหยิบกะโหลกของพ่อขึ้นวางบนโต๊ะเพื่อให้พ่อได้ทานสิ่งนั้นก่อนผม ผู้คนโดยรอบจะมองผมด้วยสายตาสุดพิกล สำหรับผมแล้วนี่คือการแสดงความกตัญญูกตเวทีอย่างถึงที่สุด แต่กลับเป็นสิ่งที่พวกคนทั่วไปกลับไม่อาจยอมรับได้ การมีกะโหลกของพ่ออยู่เคียงข้างทำให้ผมมั่นใจว่าผมยังสามารถคิด และมีชีวิตอยู่ได้ พ่อของผมอาจเป็นซากจากอดีตสำหรับคนอื่น แต่ไม่ใช่สำหรับผม ไม่ใช่อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่คาดฝันระหว่างผมกับกะโหลกของพ่อเกิดขึ้นในวันหนึ่ง มันเป็นเช้าที่แดดอ่อน สายลมรวยริน และมีเสียงนกอวลอยู่รอบๆ มันเป็นเช้าที่ผมนั่งอยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง และกำลังอ่านหนังสือเรื่องคนนอกของอัลแบร์ กามูส์ ให้กะโหลกของพ่อฟัง แมวตัวหนึ่งกระโดดขึ้นมาบนโต๊ะโดยที่ผมไม่ทันระวังตัว ร่างของมันปัดเอากะโหลกของพอ่หล่นจากโต๊ะ แตกกระจาย ก่อนที่มันจะโดหนีและคาบเอาบางส่วนของกะโหลกนั้นไป ผมลุกขึ้นยืนนิ่ง ตกตะลึง หากอาการเสียสติในโลกนี้จะมีอยู่จริง ผมคงแสดงมันออกมาอย่างหมดสิ้นในทุกรูปแบบ ผมทึ้งหัว ตีลังกา ลงคลานสี่เท้า น้ำลายฟูมปาก ผมจะมีชีวิตต่อไปในโลกนี้ได้อย่างไร หากไม่มีพลังงานความคิดจากกะโหลกของพ่อ ผมจะคิดอ่านหรือรู้สึกได้อย่างไร มันช่างเป็นโลกที่เวิ้งว้างยิ่งนัก ดวงตาของผมกรอกไปมาราวสัตว์ร้าย จนเจ้าแมวนั้นปรากฎตัวอีกครั้งพร้อมเศษกะโหลกที่มันนำไป ผมคว้าตัวมันอย่างฉับไวและพามันหลบไปในมุมมืดของร้าน

หลังจากวันนั้น ผมโยนกะโหลกของพ่อทิ้งไปอย่างไม่ไยดี และพกพากะโหลกของแมวแทน ไม่ใช่พ่อ ไม่ใช่กะโหลกของพ่อ ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในกะโหลกของพ่อหรอกที่ผมต้องการ ผมเข้าใจแล้ว ผมเพียงต้องการครอบครองเศษซากจากอดีตเท่านั้น อะไรก้ได้ที่ผมมองแล้วรู้สึกว่ามันเป็นของผู้จากไป ผมเป็นคนของโลกยุคเก่า กะโหลกทั้งหลายเป็นเพียงสัญญาณ สัญญาณที่ว่าผมจะไม่มีวันเดินร่วมไปในโลกใบใหม่กับพวกคุณทั้งหลาย..