กะโหลกของพ่อ – อนุสรณ์ ติปยานนท์

ผมนำกะโหลกของพ่อติดตัวมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ลูกสักคนจะนำกะโหลกของพ่อติดตัว ลูกบางคนอาจพกฟันหรือเศศษกระดูกสักชิ้นของบุพการีเพื่อความอุ่นใจ เพื่อความรู้สึกว่าผู้ให้กำเนิดตนเองนั้นยังคงอยู่ใกล้ๆแม้ว่าท่านเหล่านั้นจะลาลับโลกไปแล้ว แต่สำหรับผม การพกสิ่งของเหล่านั้นเป็นเพียงการแสดงความนึกถึง หาใช่การหยิบยืมพลังงานไม่ วันที่พ่อตายนั้นเป็นวันแรกที่ผมรู้สึกตัวว่าสมองของตัวเองนั้นช่างกลวงเปล่า มันเป็นความรู้สึกตัวในทันควันว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาบนโลกนั้น ผมไม่เคยมีความคิดเห็นใดๆเป็นของตัวเองเลย ความคิดแทบทุกอย่างผมหยิบยืมมาจากพ่อทั้งสิ้น ผมอาจมี หู ตา ปาก หรือองคาพยพอื่นไว้สื่อสารกับโลก แต่ความคิดเห็นทั้งปวงของผมนั้นมาจากพ่อ มันเป็นอาการดื่มด่ำขั้นสูงสุดที่ผมมีต่อพ่อ ที่ผมเชื่อว่าคนทั้งหลายในโลกนี้ไม่อาจจะมีวันเข้าใจได้ ความตายของพ่อเป็นการชำระล้างโลกของความคิดผมจนหมดจดราวกับการปัดเมฆทุกก้อนออกจากท้องฟ้า ราวกับการปัดฟองคลื่นทุกฟองออกจากท้องทะเล ผมกลายเป็นคนที่ไร้ความคิด ไร้จิตวิญญาณ ตลอดงานศพของพ่อ ผมนั่งอยู่นิ่งๆราวกับว่าผมเป็นคนตายอีกคนในศาลาแห่งนั้นนอกจากพ่อ ผมไม่รู้ว่าจะมีชีวิต ดำรงชีวิตหรือสืบต่อชีวิตไปอย่างไรดีในโลกนี้ และผมคงมืดมนเช่นนั้นตลอดกาลหากสัปเหร่อจะไม่ถามผมขึ้นว่าพรุ่งนี้หลังไฟในเชิงตะกอนดับหมดแล้ว ผมอยากได้กระดูกชิ้นส่วนใดของพ่อบ้าง กะโหลก ผมตอบไปอย่างเลื่อนลอยราวกับสัญชาตญาณ ผมต้องการกะโหลกทั้งใบของพ่อ

การเก็บเศษกระดูกของบุพการีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่การเก็บกะโหลกทั้งใบเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้หากสัปเหร่อผู้นั้นไม่ได้ร่วมมือกับผม เขานั่งราไฟในการเผาอยู่ตลอดคืนเพื่อให้ส่วนที่เป็นกะโหลกไม่เสียหาย ก่อนจะนำมาทำความสะอาดลอกเศษเนื้อที่ติดอยู่ด้วยโซดาไฟและน้ำมะพร้าวอ่อนอีกครั้ง ผมจ่ายเงินส่วนหนึ่งที่ได้จากการขายบ้านให้กับเขา ใส่กะโหลกของพ่อลงในเป้สะพายหลังและออกเดินทางจากถิ่นที่อยู่เดิมนั้นมา การดูแลกะโหลกหนึ่งอันนั้นไม่ใช่เรื่องยากแค่น้ำสบู่อ่อนก็เพียงพอแล้วสำหรับการทำความสะอาด แต่การอยู่ร่วมกับมันต่างหากคือเรื่องยากยิ่ง ทุกครั้งที่ผมเข้าร้านอาหารหรือร้านกาแฟเพื่อสั่งของใส่ท้อง และหยิบกะโหลกของพ่อขึ้นวางบนโต๊ะเพื่อให้พ่อได้ทานสิ่งนั้นก่อนผม ผู้คนโดยรอบจะมองผมด้วยสายตาสุดพิกล สำหรับผมแล้วนี่คือการแสดงความกตัญญูกตเวทีอย่างถึงที่สุด แต่กลับเป็นสิ่งที่พวกคนทั่วไปกลับไม่อาจยอมรับได้ การมีกะโหลกของพ่ออยู่เคียงข้างทำให้ผมมั่นใจว่าผมยังสามารถคิด และมีชีวิตอยู่ได้ พ่อของผมอาจเป็นซากจากอดีตสำหรับคนอื่น แต่ไม่ใช่สำหรับผม ไม่ใช่อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่คาดฝันระหว่างผมกับกะโหลกของพ่อเกิดขึ้นในวันหนึ่ง มันเป็นเช้าที่แดดอ่อน สายลมรวยริน และมีเสียงนกอวลอยู่รอบๆ มันเป็นเช้าที่ผมนั่งอยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง และกำลังอ่านหนังสือเรื่องคนนอกของอัลแบร์ กามูส์ ให้กะโหลกของพ่อฟัง แมวตัวหนึ่งกระโดดขึ้นมาบนโต๊ะโดยที่ผมไม่ทันระวังตัว ร่างของมันปัดเอากะโหลกของพอ่หล่นจากโต๊ะ แตกกระจาย ก่อนที่มันจะโดหนีและคาบเอาบางส่วนของกะโหลกนั้นไป ผมลุกขึ้นยืนนิ่ง ตกตะลึง หากอาการเสียสติในโลกนี้จะมีอยู่จริง ผมคงแสดงมันออกมาอย่างหมดสิ้นในทุกรูปแบบ ผมทึ้งหัว ตีลังกา ลงคลานสี่เท้า น้ำลายฟูมปาก ผมจะมีชีวิตต่อไปในโลกนี้ได้อย่างไร หากไม่มีพลังงานความคิดจากกะโหลกของพ่อ ผมจะคิดอ่านหรือรู้สึกได้อย่างไร มันช่างเป็นโลกที่เวิ้งว้างยิ่งนัก ดวงตาของผมกรอกไปมาราวสัตว์ร้าย จนเจ้าแมวนั้นปรากฎตัวอีกครั้งพร้อมเศษกะโหลกที่มันนำไป ผมคว้าตัวมันอย่างฉับไวและพามันหลบไปในมุมมืดของร้าน

หลังจากวันนั้น ผมโยนกะโหลกของพ่อทิ้งไปอย่างไม่ไยดี และพกพากะโหลกของแมวแทน ไม่ใช่พ่อ ไม่ใช่กะโหลกของพ่อ ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในกะโหลกของพ่อหรอกที่ผมต้องการ ผมเข้าใจแล้ว ผมเพียงต้องการครอบครองเศษซากจากอดีตเท่านั้น อะไรก้ได้ที่ผมมองแล้วรู้สึกว่ามันเป็นของผู้จากไป ผมเป็นคนของโลกยุคเก่า กะโหลกทั้งหลายเป็นเพียงสัญญาณ สัญญาณที่ว่าผมจะไม่มีวันเดินร่วมไปในโลกใบใหม่กับพวกคุณทั้งหลาย..

เรียงความเรื่อง “พ่อของฉัน” -ภู กระดาษ

จวนจะครบกำหนดส่งอีกเพียงหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น แต่ผมยังไม่สามารถเขียนเรียงความที่ทางบริษัทให้พนักงานทุกคนทุกระดับเขียนส่งได้แม้สักประโยคเดียว เขียนส่งเพื่อชิงรางวัลและร่วมกิจกรรมกับบริษัท จริงอยู่ว่าครั้งนี้บริษัทก็ยังไม่ได้บังคับให้ทุกคนต้องเขียนส่ง เพียงบอกว่าถ้าใครไม่เขียนส่งก็ต้องเข้ารับการพิจารณาโดยท่านประธานบริษัทเป็นรายๆ ไป แต่บริษัทก็ไม่มีข้อละเว้นให้กับคนที่ไม่ไปร่วมงานร่วมกิจกรรม โทษสูงสุดคือไล่ออกแบบไม่ต้องจ่ายเงินชดเชย และไล่ออกกันอยู่เป็นปกติ สำหรับผมนั้น ผมยังไม่พร้อมที่จะออกจากงานใดๆ ในขณะนี้

เป็นประจำทุกปี ปีละหลายๆ ครั้งที่ทางบริษัทให้พนักงานทุกคนทุกระดับเขียนเรียงความในหัวข้อนี้ส่ง ซึ่งผมก็ส่งบ้างไม่ส่งบ้าง หนักไปทางไม่ส่งเสียมากกว่า แต่ผมก็ไปร่วมกิจกรรมทุกครั้งไม่เคยขาด แม้จะเจ็บไข้ได้ป่วย กล้วยออกเครือเป็นช้าง เมียจะคลอดลูกก็ไม่เคยขาดเว้นแม้สักครั้งเดียว แต่ปีนี้อะไรๆ ก็ได้เปลี่ยนไปมาก เป็นปีที่พิเศษมาก ผมจึงต้องเคี่ยวเค้นเขียนออกมาเพื่อจะได้ส่งให้ได้

แม้ผมจะพยายามมาตลอดตั้งแต่ได้รับการแจ้งบอกไม่เคยวางว่างเว้นใดๆ แต่ผมก็ยังไม่สามารถใดๆ ทั้งสิ้น เรื่องราวของพ่อของผมในด้านที่ผมควรจะเขียนถึงผมก็เขียนส่งไปจนหมดแล้วในครั้งที่ผ่านๆ มา ส่วนด้านที่ไม่ควรเขียนออกมานั้น ผมตระหนักดีว่าไม่ควรไปแตะต้องใดๆ ทั้งสิ้น หากผมแตะต้องหรือเขียนออกไปมันย่อมส่งผลกระทบต่อพ่อของผมอย่างแน่นอน พ่อของผมไม่ใช่คนธรรมดาสามัญทั่วไป พ่อของผมเป็นคนมีชื่อเสียงระดับอำเภอ มีคนนับหน้าถือตาเป็นจำนวนมาก มีบารมีกว้างขวาง และข้องเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ถูกกฏหมายและผิดกฏหมายอยู่เป็นปกติของชีวิต ถ้าผมเขียนออกมาและรู้ไปถึงหูพ่อของผมหรือบริวารของพ่อของผมไม่รู้ว่าพ่อของผมจะโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงขนาดไหน บริวารของพ่อของผมจะปล่อยผมไว้ให้ลอยนวลก็คงไม่ใช่เรื่องที่จะไปคาดหวังได้ ผมจึงไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรดี ครั้นจะเขียนเรื่องราวที่ใครๆ หลายๆ คนว่าเป็นเรื่องที่ควรเขียนที่ยังเหลือยังไม่ได้เขียนถึง เป็นเรื่องที่ดีที่พ่อของผมทำมาตลอดชีวิต ผมก็พบเห็นมาไม่เหมือนใครๆ ผมก็รับรู้คลุกคลีสัมผัสมาไม่เหมือนใครๆ ผมจึงอั่งอุกใจเหลือคณานับ

จวนจะครบกำหนดส่งอีกเพียงหนึ่งสัปดาห์เท่านั้นผมจึงตัดสินใจเด็ดขาดที่จะเขียนเรียงความเรื่อง “พ่อของฉัน” ออกมา และเป็นเรื่องราวของพ่อของผมที่ผมไม่ควรเขียนไม่ควรแตะต้องเป็นอย่างยิ่ง หลังจากเคลียร์งานส่งสำนักงานเสร็จ ผมจึงเริ่มลงมือเขียนโดยพิมพ์กับคอมพิวเตอร์ ดังนี้

………………………………………………………………………………………………………………………….

………………………………………………………………………………………………………………………….

………………………………………………………………………………………………………………………….

………………………………………………………………………………………………………………………….

………………………………………………………………………………………………………………………….

………………………………………………………………………………………………………………………….

…………………………………………………………………………………………………………………………..

…………………………………………………………………………………………………………………………..

……………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………….

…………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………..

…………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………

เป็นเรื่องอัศจรรย์ใจต่อผมอย่างที่สุด ตะลึงงันตาค้างอย่างที่สุด ประโยคทุกประโยคที่ผมพิมพ์ลงไปในเรื่องราวของพ่อของผมที่ผมจะเขียนลงในเรียงความเรื่อง “พ่อของฉัน” ขณะที่พิมพ์ก็เป็นประโยคอย่างที่ผมตั้งใจทุกประการอยู่เลยนะ แต่ดูสิ ดูสิว่าเกิดอะไรขึ้น?!


ดาวควัน – ภู กระดาษ

ยิ้มหัวปุ้ยเป้ยอยู่เอ้เต้บนคันแทนาผีตาแฮกรูปงามกำยำหำเลื่อมวาวจังหวะที่เขาเงยหน้าจากหลุมสักหลุ่งปลูกข้าว เหล่าอัญญาคันคากแตกฮือกันออกจากวงสรวลเสเหล้ายาและสนุกรื่นอ่าวกระสันโคมขี่ขื่นคาว เหล่าอินทร์แมนแถนฟ้าต่างสะท้านสั่นหวิวหวามหลังจากสิ้นคำบอกกล่าวหนักแน่นของเขาแก่ทุกคนในครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตาว่า “โตขึ้นจะเป็นกะหรี่” อ้อยอิ่งอิดเอี้ยวอยู่พอได้คะนิง น้องชาย-น้องสาวจากโยนีเดียวกันของหล่อนและร่วมท้องเดียวกันอีกห้าคนแหงนหน้าจ้องมองเขา และสุดท้ายเสียงนั้นก็ถูกกลบกลืนด้วยเสียงของหล่อนและสามีคนแรกคนเดียวของหล่อน หล่อนถอนหายใจ สามีของหล่อนว่า “ก็แล้วแต่มึง แต่มึงก็ต้องรู้ด้วยว่าอะไรควรไม่ควรทำ ครอบครัวของเราก็ไม่ได้อดตายอะไร อ้อ..แล้วอย่าให้ใครในหมู่บ้านรู้เห็นการกระทำนี้เป็นอันขาด จำไว้!”

นั่นคือเหตุการณ์เล็กๆ ในฤดูหนาวดำนากลางแดดปีนั้นซึ่งเขาอายุเพียงห้าวันในต้นเดือนมีนาคม และเป็นวันที่สามที่เขาลงดำนากับครอบครัว วันเดียวกันกับดาวควันเดินลัดท้องฟ้าปรากฏต่อเขาเป็นครั้งแรกและยังเดินลัดท้องฟ้านับเนื่องต่อมาอีกสองร้อยยี่สิบเก้าปี ตลอดศกพ้นเลยจึงยังความแห้งแล้งก็แห้งแล้งไม่สุดมาสู่หมู่บ้าน ก้ำๆ กึ่งๆ อย่างกับสัมผัสผิวเพียงเมือกเหนอะหนะของฝนรินปรอยน้อยกว่าเหงื่อออก ราวกับทุกวิถีทางสอดใส่ไม่สมเสียงครางกระเส่าเมือกคัดหลั่งปริบปรอยท้าทายสัมผัสเล้าโลมจนต้องพึ่งพาสารหล่อลื่น ไม่ตายไม่เป็น ถูไถกันมานับจากนั้น ข้าวหนึ่งเมล็ดทั้งครอบครัวกินได้เป็นเดือน

อีกสามวันต่อมาความใฝ่ฝันของเขาก็ประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม เขาบอกต่อหล่อนและสามีคนแรกคนเดียวของหล่อนและคนอื่นๆ ในครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตาให้ไปขนเอาค่าจ้างเป็นข้าวสามเมล็ดจากผีตาแฮกและอัญญาคันคาก เขาหมดเรี่ยวแรงและต้องพักฟื้นอยู่เป็นวันๆ จึงเรียกคืนกลับมาได้บ้าง หล่อนและสามีคนแรกคนเดียวของหล่อนยิ้มเป้ยไม่หุบปาก ระริกระรี้เหมือนควายหนุ่มเพิ่งแวงบ่าวได้ดูดดมเมือกคัดหลั่งล้นตามร่องโยนีของควายสาวเป็นครั้งแรก และไม่วายที่จะไถ่ถามเขาด้วยว่ายังพอมีที่ว่างเหลือให้สำหรับคนอื่นๆ ในครอบครัวบ้างหรือไม่? เขางัวเงียและไม่ตอบคำถาม แต่หล่อนและสามีคนแรกคนเดียวของหล่อนก็บัญชาให้ลูกๆ ของตนเองที่เหลืออีกทั้งห้าคนนั้นเอาอย่างพี่เดี๋ยวนี้ น้องๆ ร่วมท้องเดียวกันกับเขานั้นก็ไม่ได้อิดเอื้อนอันใด และสามีคนแรกคนเดียวของหล่อนก็กำชับกำชาอย่างหนักแน่นต่อทั้งห้าคนด้วยว่า “อย่าให้ใครรู้เห็นการกระทำนี้เป็นอันขาด ครอบครัวของเราไม่ได้อดอยากถึงขนาดต้องเป็นกะหรี่ จำไว้!”

และอีกสองวันต่อมาน้องๆ ทั้งห้าคนของเขาก็ไม่ได้ทำให้หล่อนและสามีคนแรกคนเดียวของหล่อนผิดหวัง หมดยุ้งฉางข้าวทุ่มเทให้อย่างพึ่งพอใจจนจุกอกของเหล่าอินทร์แถนแมนฟ้ากับการบริการระดับเวิร์ลดคลาสจวบจนปีที่สองร้อยยี่เก้าในปัจจุบัน.

สารทวสันต์ – ธีรภัทร เจริญสุข

“ในแคว้นของข้า บุตรที่กตัญญู จะปิดบังความผิดของบิดา และได้รับการยกย่อง”

เม่งจื๊อสวมรอยถ้อยคำของขงจื๊อว่าไว้เช่นนั้น

ข้าพเจ้ากำลังกังวล ตำแหน่งใหม่ในองค์กรที่ข้าพเจ้าเพิ่งโอนย้ายมา บีบบังคับให้ต้องทำในสิ่งที่ขัดกับจริยธรรมที่ถูกสั่งสอนแต่ยังเล็ก

แม้กฎหมายจะกำหนดว่า บุตรที่ปิดบังให้ที่หลบซ่อนแก่ผู้ต้องหาที่เป็นบิดามารดาจะไม่มีความผิด แต่นั่นไม่รวมถึงการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าพนักงาน

ข้าพเจ้าไม่เข้าใจความคิดของบิดาผู้ชรา ชาวจีนที่อพยพมาพร้อมกับปู่ของข้าพเจ้าที่หนีภัยสงครามกลางเมือง ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก แต่งงานกับอาแม่มาห้าสิบปี จู่ๆ ก็นึกคึกไปมีนางเล็กๆ เลี้ยงดูออกหน้าออกตา ถึงขั้นพากันไปกราบฮวงซุ้ยบรรพบุรุษถึงซัวเถา ในวัยกลางเจ็ดสิบ

อาแม่ได้แต่ส่ายหัวเบาๆ เมื่อได้ยินเรื่องนี้จากซิ้มในตลาด แล้วนั่งปักผ้าด้วยสายตาที่เริ่มฝ้าฟางอยู่เงียบๆ ไม่มีแม้น้ำตาสักหยด

คงเป็นเรื่องธรรมดาที่ตาแก่จะตัณหากลับ จะหาสาวๆ มาช่วยชูใจในวัยชรา รุ่นพี่ในสำนักงานกล่าวไว้เช่นนั้น ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้นเสียก่อน

นางเล็กๆ ของอาปา นอนจมกองเลือดพร้อมกับชายชู้ ในคอนโดย่านรัชดาที่อาปาซื้อให้ไม่นานมานี้

พบลายนิ้วมือของอาปาติดกับปืนที่ซ่อนไว้ในถังน้ำกดชักโครก สันนิษฐานได้ว่าผู้ลงมือสังหาร คงจะกลับมาเก็บอาวุธไปภายหลัง ไม่คาดว่าคนข้างห้องซึ่งเป็นหญิงสาวประเภทเดียวกันกับนางเล็กๆ ของอาปา จะมีกุญแจเข้าออกเพื่อเข้ามาดูแลให้เป็นระยะ จึงมาพบศพก่อนจะถูกขนย้ายไปทำลาย

หมายจับที่มีชื่ออาปาเป็นผู้ต้องหา ถูกแพร่กระจายไปทั่ว ข่าวออกโทรทัศน์ได้สองสามวันก็ถูกกลืนหายไปกับข่าวอื่น หนังสือพิมพ์ลงหน้าหนึ่งอยู่กรอบครึ่งวันบ่าย แล้วก็ถูกดันไปอยู่หน้าท้ายๆ เหลือแต่เสียงโทรศัพท์ของญาติโกโหติกา ที่โทรมาแสดงความห่วงใยกึ่งอยากรู้อยากเห็น แต่แล้วก็เงียบลงในครึ่งเดือน

อาปาหายตัวไป และข้าพเจ้าก็ต้องเป็นผู้ค้นหาตัวอาปาให้เจอ

เพื่อนในกลุ่มไทเก๊กบอกว่าไม่เห็น โต๊ะไพ่นกกระจอกก็บอกว่าไม่พบอาปานานแล้ว ตั้งแต่เริ่มหลงนางเล็กๆ คนนั้น ข้าพเจ้าเริ่มทดท้อ หนึ่งปีผ่านไป มีเพียงอาแม่ที่ตุ๋นไก่ยาจีนให้กินเป็นประจำเมื่อกลับถึงบ้าน และตบไหล่ข้าพเจ้าเบาๆ อย่างเข้าใจ

อาปาคงหายตัวไป เมื่อรู้ตัวว่ากระทำความผิดด้วยความคิดชั่ววูบ

คดีคงยังปิดไม่ลงจนกว่าจะพบตัวอาปา ข้าพเจ้าถูกถอดออกจากหน้าที่ ซึ่งก็สมควรแล้วในความไร้สมรรถภาพของข้าพเจ้า

อาแม่นั่งปักผ้าเงียบๆ ไม่มีน้ำตาสักหยด

ปีนี้เราจะกลับไปไหว้ฮวงซุ้ยบรรพบุรุษที่ซัวเถา พร้อมเถ้ากระดูกของอาปา

“ในแคว้นของข้า บุตรที่กตัญญู จะปิดบังความผิดของบิดา และได้รับการยกย่อง”

อาแม่สอนคำของขงจื๊อให้ข้าพเจ้าเช่นนั้น

แลนด์ครุยเซอร์ – ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์

กว่าสามชั่วโมงแล้วที่โฟร์วีลแลนด์ครุยเซอร์คันนั้นแล่นเอื่อยชิดเกาะกลางถนน กระจกเคลือบปรอทสะท้อนเงาท้องฟ้าและปุยเมฆเคลื่อนผ่านกลางแดดบ่าย หาได้อินังขังขอบต่อผู้ร่วมใช้ถนนอื่นใดตามหลัง ประกายโครเมี่ยมขับเน้นตัวรถขาวสะอ้านไร้รอยฝุ่น ทะยานตัดสายลมล่องไปโดยราบรื่น

โครม!! กระบะสีน้ำเงินเก่าคร่ำคร่าถลาลงข้างทาง โทษฐานไม่เจียนตัวบังอาจแซงซ้าย มันพุ่งเข้าเบียดตกถนนแล้วเคลื่อนกลับชิดเกาะกลางถนนดังเดิม

ฮอนด้าแจ๊สสีบรอนซ์ผู้ตามหลังตัดสินใจถอนคันเร่ง ความเร็วชะลอลงราวมีร่มชูชีพกางกินลมฉุดไว้กระทันหัน ผู้หนุ่มคนนั้นคงคำนวณได้เสียแล้วขอขับตามบนเลนซ้ายไปเรื่อย ๆ จะดีกว่า

ผมควบเจ้าเต่าอมตะสีเทาตามอยู่นานแล้ว เบื่อหน่ายถึงที่สุดจึงตัดสินใจเบี่ยงออกขวาแซงฮอนด้าแจ๊สกดคันเร่งตีคู่ ยัดเกียร์สูงคลานขึ้นหน้าไปด้วยความเร็วสูงสุด ๑๑๐ กม./ชม — โดยทันใดเงาสีขาวประกายโครเมี่ยมแวววาวถลาเข้ามาขวาง ผมกระทืบเบรคที่ไม่มีเอบีเอสเต็มเท้า กันชนหน้าเฉียดตัวถังปิศาจสี่ล้อข้างหน้าไม่ถึงคืบ จนเห็นว่าผมยอมชะลอความเร็วนะแหละมันถึงได้เคลื่อนกลับไปครองเลนชิดเกาะกลางถนนอย่างเก่า

ผ่านไปเกือบชั่วโมงกว่าจะมีรถบรรทุกสิบแปดล้อทะยานขึ้นมาตีคู่กับเจ้าเต่าของผม จากกระจกข้างมองผ่านหน้าต่างหูช้างรับลม ผมเห็นเจ้ายักษ์โผล่ออกเลนขวาแซงขึ้นมาช้า ๆ จากแถวขบวนยาวเหยียดข้างหลัง แซงไล่มาทีละคัน แผงหน้าทะมึนของมันขยายใหญ่ขึ้นตามระยะที่ใกล้เข้ามา ดวงตาทั้งคู่กระพริบไฟสูงประกาศขอเส้นทาง ห้าวหาญปานโกไลแอ็ตวิ่งตะบึงชูดาบในมือ ผมด้วยความยินดีรีบถอนคันเร่งผ่อนความเร็วเจ้าเต่าลง เปิดทางให้วีรบุรุษร่างยักษ์แซงขึ้นหน้า

มาแล้วโฟร์วีลเทพบุตรตบซ้ายทะยานตัวถังขาวสะอาดจะเข้าขวางเลน โกไลแอ็ตตะบึงเบียดขวาเข้าใส่ไม่มีรีรอยับยั้ง ขนาดน้ำหนักต่างกันหลายขุม อ้ายตัวขาวจำต้องฉากหลบเข้าขวาไปก่อน แต่ยักษ์ใหญ่ยังคงตามตะกุยล้อเบี่ยงเบียดไปจนสุดเลน ทุกสายตามองเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า โฟร์วีลแลนด์ครุยเซอร์สีขาวกำลังถูกเบียดตกถนนแน่ ๆ อยู่แล้ว แต่การณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ รถขับเคลื่อนสี่ล้อขนาดสองตันค่อย ๆ ลอยขึ้นจากพื้นถนนแล่นขนานยึดทางขวาเอาไว้ มันยังคงครองตำแหน่งขวาสุดของถนนไว้ได้..ตลอดกาล

เก้าอี้พับ – เพณิญ

ความจริงพ่อน่าจะตายตายไปตั ้งแต่คืนนั้น…

ราวตีสองในคืนฤดูหนาว ฉันสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเส ียงร้องโหยหวนของผู้หญิง แรกทีเดียวคิดว่าเป็นฝันร้า ยจึงกระโดดผุงจากเตียง พุ่งตัวไปยังห้องนอนของพ่อก ับแม่ มันว่างเปล่า พ่อกับแม่ไม่ได้อยู่ที่นั่น และเสียงโหยไห้รำพึงรำพันยั งคงกระซาบเบาๆ อยู่ภายในบ้าน ความกลัวทำให้หัวใจของฉันออกมาเต้นตุ๊บๆอยู่นอกร่างกาย ฉันเปิดประตูห้องของน้องสาว เครื่องปรับอากาศโปรยไอเย็นไปทั่วห้อง เธอซุกตัวในผ้าห่มหนา คล้ายดักแด้ หลับปุ๋ย ไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่บนเตียง มือไม้สั่นเทาของฉันปิดประตูห้องนอนอย่างเงียบเชียบหากแต่เสียงหัวใจโครมครามและสติหมุนเคว้งคว้าง

ในความมืดมิด สองขาสั่นพร่าอ่อนแรงพาฉันไปยังห้องเก็บของหลังบ้าน สัมปชัญญะของเด็กหญิงอายุเก้าขวบบอกว่าเสียงโหยหวนนั้นเป็นเสียงของแม่ และในความพร่ามัวนั้นฉันเห็นร่างตะคุ่มๆ ของแม่ยืนอยู่กลางห้องกำลังอุ้มและยกส่วนขาของพ่อให้ลอยสูงขึ้น

“ฝน ฮือๆๆ ฝน” เสียงของแม่แหบแห้ง ร่างของแม่กระชากขึ้นลงตามจังหวะของการสะอึกสะอื้น

“เอาเก้าอี้มาลูก เอาเก้าอี้มาหน่อย ฮือๆๆ เร็วๆ ฝนเอาเก้าอี้มา ฮือๆๆ” จากนั้นเสียงของแม่ก็ครางอยู่ในลำคอฟังไม่ได้ศัพท์

ฉันยกเก้าอี้พับที่ล้มเอกขเนกอยู่ที่พื้นมาวางไว้ เงยหน้ามองหน้าของพ่อ รอให้เท้าของพ่อสัมผัสบนเก้าอี้เพื่อพยุงร่างและน้ำหนักแห่งชีวิตเอาไว้ ในขณะที่แม่ยังคงกอดและซบหน้าลงร่ำไห้สะอื้นตัวโยนอยู่กับท่อนขาของพ่อ

ฉันไม่เข้าใจอะไรทั้งสิ้น… เพียงแต่คิดถึงน้องสาวที่นอนหลับราวเจ้าหญิงนิทรา เธออาจกำลังฝันถึงทะเลหรือทุ่งหญ้าเขียวขจี ฉันนั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนตักไหวๆ ของแม่ ภาวนาอย่าให้น้องสาวตัวเล็กตื่นขึ้นมารับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น

ตลอดเวลาเกือบสิบห้าปีที่ผ่านมาฉันคิดเสมอว่า หากฉันไม่ตื่นขึ้นและหากฉันไม่ยกเก้าอี้ตั้งขึ้นเพื่อรองรับน้ำหนักตัวของพ่อ ลำพังแม่คนเดียวคงจะรั้งชีวิตของพ่อเอาไว้ไม่ได้ และภารกิจการฆ่าตัวตายของพ่อคงจะประสบความสำเร็จในคืนนั้น ถ้าเป็นเช่นนั้น วันนี้เราสองคนพ่อลูกคงไม่ต้องมาเผชิญหน้ากัน ในสถานการณ์แบบนี้

แม่สะอึกสะอื้นราวใจจะขาด นั่งกองอยู่ที่พื้นเหมือนกับหลายๆ ครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้เสื้อผ้าหลุดรุ่ย ใครคนหนึ่งกระโดดข้ามรั้วหลังบ้านออกไปก่อนที่พ่อจะยิงปืนใส่ร่างสูงนั้น พ่อเขวี้ยงแก้วกาแฟลงพื้น วางปืนไว้บนโต๊ะ ปรี่เข้าไปบีบคอแม่ เขย่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนเหวี่ยงร่างนั้นไปกระแทกผนังห้องนอน

ฉันมองกาแฟก้นถ้วยที่สาดกระจายเป็นลายดอกไม้ผ่านม่านน้ำตา

“ปัง! ปัง! ปัง!” สามนัดรวด

“ทำไมพ่อไม่ตายตายไปตั้งแต่คืนนั้น ทำไมไม่ตาย” ฉันแผดเสียงตะโกนใส่ร่างของพ่อ

น้ำตาหลั่งไหล ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น หลับตาคิดถึงถุงย่ามสีเขียวอ่อนในวันแรกที่ฉันเข้าโรงเรียนอนุบาล คิดถึงว่าวกระดาษที่ใช้ข้าวสุกติดแทนกาว คิดถึงเสียงตะคอกหยาบคาย คิดถึงถุงกับข้าวและกระปุกเกลือที่ถูกเหวี่ยงลงกลางบ้าน คิดถึงแม่ที่เอาหัวจุ่มลงไปในโอ่งน้ำตอนที่พ่อกำลังจะจุดไฟเผากองเสื้อผ้า คิดถึงมะม่วงฟ้าลั่นต้นหลังบ้าน คิดถึงเศษแก้วที่กระจัดกระจายที่พื้น คิดถึงรอบคอแดงเถือกด้วยรอยเชือก คิดถึงตุ๊กตากระดาษและโมเดลบ้านของแถมจากขนม คิดถึงกับข้าวบนโต๊ะที่แยกเป็นสองฝั่ง คิดถึงผมของแม่ที่ถูกกล้อนจนแหว่งวิ่น คิดถึงผีผู้หญิงที่นั่งร้องไห้อยู่บนเก้าอี้พับในห้องเก็บของในบ้านหลังเก่า ฯลฯ และสุดท้ายคิดถึงนิทานปรัมปราที่พ่อเคยเล่าให้ฟังก่อนนอน…

“ บนดาวเงียบงันดวงหนึ่ง ซึ่งเศร้าที่สุดในโลก ”-Fah Na Ayudthaya

2. หล่อนนั่งอยู่บนตัวเขา

ขณะที่ Requiem เพลงบทสุดท้ายของโมสาร์ท ดังกังวานมาจากเทิร์นเทเบิ้ลของห้องติดกัน

หล่อนขมวดคิ้ว แหงนหน้า ปิดเปลือกตาพริ้มและได้ยินเสียงร้องดังกระเส่าราวกับสำลักลมหายใจของตัวเองกรีดแทรกเสียงเพลงแห่งความตายบทนั้น

มือหยาบหนาของเขาบีบตะโบมอยู่ที่บั้นท้ายงอนอวบแน่น เขาซุกหน้าจูบ และกัดเนินอกอิ่มสล้างของหล่อนที่กระเพื่อมส่ายไหวไปตามจังหวะกระแทกกระทั้นร่านร้อน

สะเก็ดดาวนับหมื่นพันยังคงตกร่วงหลั่งพรูลงมาไม่ขาดสายอยู่ที่นอกหน้าต่าง แสงวิบวับสะท้อนกับม่านไข่มุกดูสวย และไม่เหมือนจริงแบบที่หล่อนเคยชอบนั่งจ้องมองและฝันไกลถึพระจันทร์หลายๆ ดวงที่หายไปนานแล้วจากโลกใบนี้

แต่คืนนี้หล่อนมีอย่างอื่นสนุกกว่า จับต้องได้มากกว่าความฝัน และให้ความรู้สึกทั้งปวดเจ็บ ทั้งสาแก่ใจ การขย่มโยก บดเบียดอยู่บนตัวผู้ชายนั้นยังให้ความซ่านกระสันได้มากมายท่วมท้น อย่างที่การนั่งมองสายฝนสะเก็ดดาวและฝันเพ้อไปไกลนั้นไม่มีวันจะให้ความรู้สึกเช่นนี้ได้

อีกครั้งและอีกครั้ง ตราบจนผ้าปูที่นอนสีม่วงเศร้าเปียกชุ่มด้วยเหงื่อของเธอและเขา หล่อนจึงลุกไปจุดบุหรี่สูบ ม่านควันกัญชาพรูพร่างดั่งสายหมอก และเมื่อเสียงสะอื้นของเขาดังแผ่วขึ้น หล่อนก็ลุกจากเตียง เดินเปลือยไปที่หน้าต่าง

1. จี๊ปสีน้ำทะเลคันเก่าคร่ำถูกหล่อนขับไปอย่างช้าๆ ตามถนนสีเทาที่เงียบงันและว่างเปล่า หล่อนสูบบุหรี่ พ่นควันอ้อยอิ่ง ขณะที่ขับรถไป พลางมองไปที่ริมฟุตบาทซ้ายมือนั่น พ่อของหล่อน เขาเดินสะพายถุงเป้สีเขียวหม่นไปตามบาทวิถีอย่างช้าๆ บางช่วง เขาหยุดอยู่ที่หน้าตู้ไปรษณีย์ และทิ้งจดหมาย 2-3 ฉบับลงไปในตู้สีแดงที่ยืนเงียบเหงาเดียวดายอยู่กลางแดดหนาวของฤดูไม่รู้ชื่อ

เขาจะเดินไปทั่วทั้งเมืองที่เงียบงัน ไปที่ตู้ไปรษณีย์ที่อยู่บนทุกๆ บาทวิถี เขาจะทิ้งจดหมาย 2-3 ฉบับลงไปในทุกๆ ตู้สีแดงนั้น และเมื่อเขาเดินไปจนทั่วทุกถนนแล้วเขาก็จะกลับเข้าบ้าน ซึ่งมักเป็นเวลาที่พระจันทร์หลายดวงวูบวับลับหายไปจากขอบฟ้าแล้ว

หล่อนละสายตาจากเขาก่อนกลับรถไปยังอีกฟากของถนน และรับผู้ชายร่างสูงใหญ่ ผมยาวระบ่าขึ้นรถ

3. เมื่อพ่อออกไปแล้ว หล่อนชอบเข้าไปในห้องของเขา รูปของแม่ยังคงถูกแปะด้วยสก๊อตเทปอยู่บนผนังข้างๆ โต๊ะเขียนหนังสือ แม่หายไปในคืนที่ดาวดวงนี้ยังมีทุกสรรพเสียงเหมือนดาวดวงอื่นๆ และคืนนั้นพ่อจำเป็นต้องทำงานสำคัญ

หล่อนละสายตาจากรูปแม่ ข้างๆ กันนั้นมีรูกว้างขนาดเท่าเหรียญบาทอยู่บนผนัง ทอดสายตาผ่านรูนั่นไปก็พอจะเห็นแสงวอมแวมของเทียนที่หล่อนจุดไว้ข้างเตียงนอนในห้องของตัวเอง ..

ทอดสายตาผ่านรูนั่นไปก็พอจะเห็นแสงวอมแวมของเทียนที่หล่อนจุดไว้ข้างเตียงนอนในห้องของตัวเองหล่อนลุกจากโต๊ะ ปลายเท้าบังเอิญเตะตะกร้าขยะใบเล็กๆ ล้ม เศษทิชชู่สีขาวกระจายเกลื่อนบนพื้นพรมแดงหล่อนยักไหล่ แล้วเดินออกจากห้องพ่อ